Welcome
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ เอ็มเจชีทราม

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ เอ็มเจ ชีทราม คลังเฉลยข้อสอบ ม.รามคำแหง เพื่อการใช้งานเว็บบอร์ดที่เต็มประสิทธิภาพ กรุณาทำการสมัครสมาชิก และทำการ Login เข้าสู่ระบบด้วยครับ

สมัครสมาชิก คลิ๊กเลย!

ใช้ชื่อภาษาไทยในการสมัครสมาชิกได้ครับ

การสอบไล่ภาคภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2551

1 / 51

Moderator: พี่หม่อน

Forum rules
Image
Image
Image
Image
Image

ImageImageImageImageImage
ImageImageImageImageImage


สนใจลงโฆษณากับ เอ็มเจ ชีทราม คลิ๊กที่นี่

การสอบไล่ภาคภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2551

Postby พี่หม่อน on Sat Aug 29, 2009 7:26 pm

การสอบไล่ภาคภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2551
ข้อสอบกระบวนวิชา LW 202 กฎหมายรัฐธรรมนูญ

สอบวันที่ 23 พฤษภาคม 2552 คาบที่ 1 เวลา 09.30 - 11.30 น.

คำแนะนำ ข้อสอบเป็น อัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ให้อธิบายถึงโครงสร้างของประเทศ ระบบการปกครองและการจัดตั้งสถาบันการปกครองหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา มาตามที่ท่านเข้าใจ

ธงคำตอบ

รูปการปกครองของสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของมองเตสกิเออร์ ที่กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ “เจตนารมณ์ทางกฎหมาย” (L’ Esprit Des Lois) ในเรื่องของหลักการแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 อำนาจ คือ นิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการออกจากกันและให้เป็นอิสระมากที่สุด ซึ่งองค์กรผู้ใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันไม่เข้าไปก้าวก่ายในการใช้อำนาจของกันและกัน โดยปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1787 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลก

ระบบประธานาธิบดี เป็นระบบที่มีการแบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหารออกจากกันอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมอบหมายให้รัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยกระทำการทางนิติบัญญัติ มอบหมายให้ประธานาธิบดี ซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยทางอ้อมจากประชาชน เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยกระทำการทางบริหารและเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 องค์กรนี้เข้าไปร่วมใช้อำนาจกับอีกองค์กรหนึ่งได้น้อยกรณีมาก ทั้งยังมีข้อห้ามมิให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภาเป็นรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือตนในการดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินอีกด้วย

สถาบันการปกครองหลักของสหรัฐอเมริกา มีอยู่ด้วยกัน 4 สถาบันคือ

1. สถาบันประมุขแห่งรัฐ กล่าวคือ ประมุขแห่งรัฐในรูปของประธานาธิบดี (แบบพลามุขภาพ) โดยปกติแล้วจะมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยทางอ้อม มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 4 ปี เมื่อครบวาระแล้วอาจได้รับเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งต่ออีก 1 วาระได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 วาระ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นประธานาธิบดีแบบพลามุขภาพนั้น หมายความว่า ประธานาธิบดีทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน นั่นคือ ทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วย

2. สถาบันนิติบัญญัติ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “รัฐสภา” ซึ่งสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อว่ารัฐสภาว่า “Congress” ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

สภานิติบัญญัติจะทำหน้าที่ออกกฎหมาย รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกากำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 2 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 435 คน

ส่วนวุฒิสภานั้น ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเช่นกัน แต่ละมลรัฐมีวุฒิสมาชิกได้ 2 คนเท่า ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐใหญ่หรือเล็ก โดยยึดหลักความเสมอภาคของรัฐ ดังนั้นในสหรัฐอเมริกามี 50 รัฐ จึงมีสมาชิกวุฒิสภาได้ 100 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี

3. สถาบันบริหาร ซึ่งก็คือคณะรัฐบาลทำหน้าที่ในการบริหารเทศประกอบด้วยประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รองประธานาธิบดี และบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย

อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีหลายประการด้วยกัน เช่น อำนาจในการออกรัฐกำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประธานาธิบดีตราขึ้นมาในรูปแบบที่เรียกว่า “คำสั่งของฝ่ายบริหาร” หรือในรูปของ “ประกาศ” แต่อาจถูกยับยั้งได้โดยสภาคองเกรสอำนาจในการแต่งตั้งและปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางตำแหน่ง อำนาจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ อำนาจในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ และอำนาจในการอภัยโทษ

4. สถาบันตุลาการหรือศาล ประกอบด้วยศาลยุติธรรม เป็นผู้ใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีแต่เพียงผู้เดียว และผู้เป็นตุลาการจะดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกขององค์กรอื่นในเวลาเดียวกันอีกไม่ได้ รัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้ศาลร่วมใช้อำนาจอธิปไตยกระทำการทางนิติบัญญัติ และทางบริหารกับองค์กรอื่น โดยหลักแล้วต้องเป็นสถาบันที่มีความเป็นอิสระมากที่สุด และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกายังมี “ศาลยุติธรรมสูงสุดของสหรัฐอเมริกา” ประกอบด้วยประธานศาลยุติธรรมสูงสุด 1 คน” และสมาชิกผู้พิพากษาอีก 8 คน มีความสำคัญตรงที่ว่า เป็นฝ่ายตุลาการที่มีอิทธิพลมากในทางการเมือง ทั้งนี้เพราะบรรดาสมาชิกทั้ง 9 คน ดังกล่าวเป็นไปตามสัดส่วนของตัวแทนของพรรคการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา และชนกลุ่มน้อยพิพากษาแห่งศาลยุติธรรมสูงสุดของสหรัฐอเมริกาจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐสภา และดำรงตำแหน่งไปตลอดชีวิต เว้นแต่ลาออกเมื่ออายุครบ 70 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหลักประกันในการดำรงตำแหน่งทางตุลาการ

ข้อ 2. ให้อธิบายถึงระบบการปกครองและวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งของประธานาธิบดี คณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาของประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบันมาตามที่ท่านเข้าใจ

ธงคำตอบ

รูปแบบการปกครองของประเทศฝรั่งเศส ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1958 ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี ค.ศ. 1962 นั้น มีลักษณะเป็นรูปแบบการปกครองกึ่งระบบรัฐสภา และกึ่งระบบประธานาธิบดี เพราะได้มีการนำเอารูปแบบการปกครองของทั้งสองระบบมาผสมผสานกัน เกิดเป็นรูปการปกครองในลักษณะดังกล่าวขึ้น

สถาบันบริหาร แยกพิจารณาได้ดังนี้

1. ประธานาธิบดี ประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วไป ในการเลือกตั้งครั้งแรกนั้นจะใช้การนับคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด นั่นคือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะได้เป็นประธานาธิบดีนั้นจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น สมมติว่า ประชาชนผู้มา ใช้สิทธิเลือกตั้งของประเทศฝรั่งเศสมี 20 ล้านคน ผู้สมัครที่จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีได้ต้องได้คะแนนเสียง 10,000,001 คะแนนขึ้นไป (สิบล้านหนึ่งคน) เป็นต้น

ถ้าในการเลือกตั้งครั้งแรกไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็จะทำการเลือกตั้งในครั้งที่สอง โดยจะให้ผู้ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สองในครั้งแรกเท่านั้นจะที่จะมีสิทธิลงสมัครให้รับเลือกตั้งในครั้งที่สองนี้ได้ ซึ่งในการนับคะแนนในครั้งที่สองนี้จะใช้การนับคะแนนแบบเสียงข้างมากธรรมดา นั่นคือ ในการเลือกตั้งหนึ่งในสองคนนี้ ใครได้คะแนนมากกว่าก็ได้รับเลือกเข้าเป็นประธานาธิบดีเลย เช่น ผู้สมัครลำดับที่หนึ่งได้คะแนนเสียง 4 ล้านคะแนน และผู้สมัครลำดับที่สองได้คะแนนเสียง 3 ล้านคะแนน นั่นก็แสดงว่าผู้สมัครลำดับที่หนึ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในรอบ 2 นี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2545 นั้นปรากฏว่านายฌาค ธีรัค ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น คือ 82% ขณะที่นาย ฌอง – มารี เลอ เปน ได้คะแนนเสียง 18% นับเป็นชัยชนะของนายฌาค ธีรัค ที่ทิ้งห่างคู่แข่งมากที่สุด

ประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (อันเดิม 7 ปี) ทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขของประเทศและในขณะเดียวกันก็เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วยเหมือนกับประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา

อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีที่ประเทศฝรั่งเศส แยกออกได้ 2 ประเภท คือ

ประการแรก เมื่อประธานาธิบดีเข้าดำรงตำแหน่งก็มีอำนาจที่จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ต้องรวบรวมจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศต่อไป นอกจากมีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี อำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง อำนาจในการออกฎหมาของฝ่ายบริหาร และอำนาจในการแต่งตั้งทูตไปประจำยังต่างประเทศ

ประเภทที่สอง อำนาจของประธานาธิบดีที่มีต่อรัฐสภา ประธานาธิบดี เป็นผู้ลงนามในกฎหมายต่างๆ มีสิทธิจะขอให้รัฐสภานำเอาร่างกฎหมายกลับไปพิจารณาใหม่ได้เป็นผู้ลงนามในกฎหมายของฝ่ายบริหารในการเปิดหรือปิดสมัยประชุมวิสามัญของรัฐสภาอำนาจในการยุบสภา อำนาจในการแต่งตั้ง 1/3 ของจำนวนสมาชิกสภาตุลาการรัฐธรรมนูญและแต่งตั้งประธานสภานี้ อำนาจในการที่จะสั่งให้มี การหยั่งเสียงประชามติและที่สำคัญที่สุด คือ อำนาจพิเศษตามมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ประธานาธิบดี สามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้อย่างเต็มที่เมื่อเกิดภาวะจำเป็นขึ้น แต่การใช้อำนาจดังกล่าว ประธานาธิบดีจะใช้ได้ต่อเมื่อ ได้มีการปรึกษากับสภาตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว นอกจากนี้ขณะที่ใช้อำนาจตามมาตรา 16 ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร

2. คณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหลายแต่อำนาจของนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส มิได้มีเท่าเทียมนายกรัฐมนตรีในรูปการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งนี้เพราะผู้ที่เป็นหัวหน้าสถาบันบริหารที่แท้จริงได้แก่ตัวประธานาธิบดี ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาแต่คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาและอาจถูกสภาลงมติไม่ไว้วางใจได้

ข้อ 3. รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2550) ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีไว้อย่างไร ให้อธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

มาตรา 158 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 171 วรรคสอง ด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม

การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไม่มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 271 ก่อนมิได้ และเมื่อได้มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 271 แล้ว ให้ดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องรอผลการดำเนินการตามมาตรา 272

เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไปให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุด มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายนั้น เป็นอันหมดสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น

ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป และมิให้นำมาตรา 172 มาใช้บังคับ


ข้อ 4. รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2550) ได้บัญญัติหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร ให้อธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา 291 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

(1) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้

(2) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ

(3) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

(4) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย

การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ

(5) เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้ 15 วัน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป

(6) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

(7) เมื่อการลงมติได้เป็นไปตามที่กล่าวแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา 150 และมาตรา 151 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
Attachments
LW 202 S_51.doc
(48 KiB) Downloaded 74 times
Image

อย่า อย่าหยุดยั้ง ก้าวไปยังสิ่งที่หมาย
ที่เธอใฝ่และฝัน ให้สมหวังดังใจปอง


ขอความร่วมมือใครที่มีข้อสอบอัตนัยไม่ว่าจะเป็นในวิชาหรือของคณะใดๆ ขอความกรุณาช่วยเขียนบอกเพื่อนๆ ด้วย ถ้าพวกเราลูกพ่อขุนเหมือนกันช่วยเหลือกันคนละเล็กละน้อยแล้ว พี่เชื่อว่าไม่มีอะไรที่พวกเราจะทำไม่ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ส่วนกลาง หรือที่ส่วนภูมิภาคก็ตาม ขอบคุณครับ

ติดต่อกับพี่หม่อนผ่านทางEmail หรือ MSN ได้ที่ mjsheetram@hotmail.com

**** แชตออนไลน์กันสดๆได้แล้ว เพียงสมัครสมาชิกกับเราและทำการล๊อกอินเข้าสู่ระบบแล้วคลิ๊กที่ Image ด้านบนเลยครับ

**** ดาวโหลดไฟล์ไม่ได้ คลิ๊กที่นี่

เพื่อศักดิ์ชาวรามคำแหง
User avatar
พี่หม่อน
ผู้ให้คำแนะนำ
ผู้ให้คำแนะนำ
 
Posts: 542
Joined: Tue Oct 07, 2008 11:15 am

Return to LW 202 กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests