การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2550
ข้อสอบกระบวนวิชา LW 215 กฎหมายธุรกิจ 1
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ ให้ทำทุกข้อ (ข้อละ 25 คะแนน)
ข้อ 1 นิติกรรมใดที่ผู้เยาว์สามารถทำได้เองโดยลำพังโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จงอธิบาย
ธงคำตอบ
นิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถทำได้เองโดยลำพัง โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมนั้น มี 3 ประเภทได้แก่
1 นิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำการใดๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง”
นิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียวนั้น แยกออกเป็น 2 กรณี คือ
1) นิติกรรมที่ทำให้ผู้เยาว์ได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่เสียสิทธิหรือรับเอาหน้าที่อย่างใดๆเพิ่มขึ้นมา เช่น การที่ผู้เยาว์ตกลงรับเอาทรัพย์สินที่บุคคลอื่นยกให้โดยเสน่หา โดยไม่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพันใดๆเป็นต้น
2) นิติกรรมที่ทำให้ผู้เยาว์หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง เช่น ผู้เยาว์ได้ทำนิติกรรมรับการปลดหนี้จากเจ้าหนี้ ทำให้ผู้เยาว์หลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องชำระหนี้ เป็นต้น
2 นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว ตามป.พ.พ. มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำการใดๆได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว”
คำว่า “นิติกรรมซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว” ที่ผู้เยาว์สามารถทำได้โดยลำพังตนเองนั้น หมายถึง นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำด้วยตนเอง จะให้บุคคลอื่นทำแทนไม่ได้นั่นเอง เช่น การจดทะเบียนรับรองบุตรเพื่อให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ หรือการทำพินัยกรรมในขณะที่ผู้เยาว์มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ เป็นต้น
3 นิติกรรมที่เป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 24 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำการใดๆได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร”
ซึ่งนิติกรรมที่ได้รับการยกเว้นว่าผู้เยาว์สามารถกระทำได้โดยลำพัง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ตามมาตรา 24 นี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ คือ
1) ต้องเป็นนิติกรรมที่เป็นจำเป็นในการดำรงชีพจริงๆอันขาดเสียมิได้
2) ต้องเป็นนิติกรรมที่สมแก่ฐานานุรูป และฐานะการเงินของผู้เยาว์ด้วย
ข้อ 2 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2551 นาย ก ได้ตกลงขายรถยนต์ของตนคันหนึ่งเลขทะเบียน กท 5855 ให้แก่นาย ข ในราคา 3 แสนบาท ข้อเท็จจริงปรากฏว่า รถยนต์คันดังกล่าวได้ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้เสียหายไปหมดทั้งคันตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 โดยที่นาย ก และนาย ข มิได้รู้แต่ประการใด
ดังนี้ สัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างนาย ก และนาย ข มีผลตามกฎหมายอย่างไร เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 150 ได้บัญญัติหลักไว้ว่า
“นิติกรรมใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ”
คำว่า “พ้นวิสัย” หมายถึง การใดๆที่ไม่สามารถกระทำได้โดยแน่แท้ และให้หมายความรวมถึงการทำนิติกรรมที่มุ่งถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สิ่งๆนั้นไม่มีตัวตนอยู่ในขณะทำนิติกรรม
ตามปัญหา การที่นาย ก ได้ตกลงขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท 5855 ของตนให้แก่นาย ข ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2551 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า รถยนต์คันดังกล่าวได้ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้เสียหายไปหมดทั้งคันตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 จึงถือว่าสิ่งที่นาย ก และนาย ข ได้มุ่งถึงโดยเฉพาะจากการทำนิติกรรมคือรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งนั้นไม่มีตัวตนอยู่ในขณะทำนิติกรรม ดังนั้นนิติกรรมซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวถือว่า เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย นิติกรรมจึงมีผลเป็นโมฆะ
สรุป นิติกรรมในรูปสัญญาซื้อขายรถยนต์ระหว่างนาย ก และนาย ข มีผลเป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย
ข้อ 3 จงอธิบายถึงหลักเกณฑ์ที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น
ธงคำตอบ
โดยปกติถ้าทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันนั้นมีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้น ผู้ขายจะต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องนั้น แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์เป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ผู้ขายไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้น ถ้าเข้ากรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ
1 ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขายว่าทรัพย์สินนั้นมีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้น หรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้อย่างวิญญูชน
2 ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นได้เห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ แต่ผู้ซื้อได้รับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้โต้แย้งแต่อย่างใด
3 ถ้าทรัพย์สินนั้นผู้ซื้อได้ซื้อมาจากการขายทอดตลาด
4 ถ้าคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขายว่า ผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องนั้นแต่ข้อตกลงนี้จะไม่คุ้มครองผู้ขาย ถ้าผู้ขายได้ปกปิดความจริงถึงการชำรุดบกพร่องอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้ว หรือถ้าการชำรุดบกพร่องนั้นได้เกิดจากการกระทำของผู้ขายเอง
5 ถ้าการชำรุดบกพร่องนั้นได้เกิดขึ้น “ภายหลัง” จากที่ได้มีการส่งมอบทรัพย์สินแล้ว
ข้อ 4 นายคาวีสั่งจ่ายเช็คจำนวน 100,000 บาท ระบุชื่อนางสาวนารีเป็นผู้รับเงิน พร้อมทั้งขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ในเช็คออก และส่งมอบให้นางสาวนารีเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีต่อกัน หากต่อมานางสาวนารีต้องการจะโอนเช็คฉบับดังกล่าวชำระหนี้ค่าเช่าบ้านให้แก่นายวิชัย นางสาวนารีจะต้องกระทำการโอนอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการโอนเช็คฉบับดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ
ธงคำตอบ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติหลักในเรื่องนี้ไว้ว่า
1 ตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ ย่อมโอนให้แก่กันได้โดยการสลักหลังและส่งมอบ (มาตรา 917)
2 การสลักหลังตั๋วแลกเงิน อาจจะเป็นการสลักหลังระบุชื่อ หรือจะเป็นการสลักหลังลอยก็ได้ (มาตรา 919)
3 หลักกฎหมายในข้อ 1) และ 2) ให้นำมาใช้กับการโอนเช็คด้วย (มาตรา 989)
จากข้อเท็จจริงนั้น เช็คที่นายคาวีสั่งจ่ายระบุชื่อนางสาวนารี เป็นผู้รับเงิน พร้อมทั้งขีดคำว่า “หรือผู้ถือ” ในเช็คออก ถือเป็นเช็คแบบระบุชื่อผู้รับเงิน ดังนั้น หากต่อมานางสาวนารีต้องการจะโอนเช็คฉบับดังกล่าวชำระหนี้ค่าเช้าบ้านให้แก่นายวิชัย นางสาวนารีจะต้องกระทำการโอนโดยการสลักหลัง ซึ่งอาจจะเป็นการสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอย ให้แก่นายวิชัยก็ได้ แล้วส่งมอบเช็คนั้นให้แก่นายวิชัย จึงจะถือว่าเป็นการโอนเช็คฉบับดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย
สรุป นางสาวนารีจะต้องกระทำการโอนโดยการสลักหลังและส่งมอบเช็คให้แก่นายวิชัย จึงจะถือว่าเป็นการโอนเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย

















ด้านบนเลยครับ 